บ้านก็คงไม่ต่างจากคนเราที่เมื่อถูกใช้งานไปนานๆ ก็จะเริ่มมีอาการไม่สบาย เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ และจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกขั้นตอนเช่นกัน อาการป่วยของบ้านที่อยากให้ทุกคนลองสังเกตุบ้านของตัวเองแบบง่ายๆ คือ 6 อาการที่เกิดขึ้นได้ง่าย และมีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกบ้านอย่างแน่นอนก็คือ... 1. บ้านป่วย เพราะ "ความร้อน" แสงแดด และความร้อนในเมืองไทย เป็นตัวทำร้ายสีของบ้าน ทำลายความสวยงามของบ้านให้ดูซีด สีจืดจางลง การเลือกสีทาบ้านจึงมีความจำเป็นมากที่จะทำให้สีอยู่คงทน และสดใสไปนานๆ โดยควรเลือกใช้สีรองพื้นที่มีฉนวนกันความร้อนผสมอยู่ด้วย เหมือนกับการกางร่มให้กับผนังบ้านไปในตัว และทาทับด้วยสีที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อน ไม่สะสมความร้อนไว้ในผนังและตัวบ้าน บ้านจะได้ไม่ซึมไม่ซีดง่ายๆนะคะ 2. บ้านเจ็บ "มีรอยแตกร้าว" อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน แต่ละฤดูกาล การสั่นสะเทือนของบ้านจากการเคลื่อนตัวของวงกบ ประตู หน้าต่างที่มีการหดขยายตัวตลอดเวลา ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบ้านเจ็บเพราะมีรอยแตกร้าวได้ การดูแลรักษาอาการนี้เราควรตรวจสอบก่อนว่า บ้านของเราเป็นผิวปูนใหม่หรือเก่า ภายในหรือภายนอก เพื่อเลือกใช้สีและวัสดุมาแก้ไขได้เหมาะสมที่สุด 3. บ้านซึม เพราะ "รั่วซึม" ปัญหาน้ำรั่วซึม ส่วนใหญ่มักจะเกิดที่ 3 จุดหลักๆคือ ดาดฟ้า/หลังคา/ห้องน้ำ - การเทปูนบนดาดฟ้าที่ไม่ได้ระดับ อาจทำให้เกิดแอ่งน้ำ เกิดรอยร้าว และน้ำรั่วซึมได้ การแก้ไขก็ควรเตรียมพื้นผิวอุดรอยรั่วที่มีคุณสมบัติยึดเกาะแน่นหนา และทาทับด้วยวัสดุกันซึมที่ทนแดด สะท้อนความร้อนContinue reading "6 อาการ ‘บ้านป่วย’"
เพราะอากาศ (ในโรงเรียน) เปลี่ยนแปลงบ่อย
"โรงเรียน" คือสถานที่ที่เป็นทั้งที่เรียน ที่เล่น ที่เข้าสังคมของเด็กๆทั่วโลก ซึ่งความแตกต่างกันของโรงเรียน และห้องเรียนในแต่ละภูมิภาคนั้น เกิดจากหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิประเทศ เชื้อชาติ หรือสภาพภูมิอากาศ จากการสำรวจทั่วสหราชอาณาจักรพบว่า ความแตกต่างในลักษณะทางกายภาพของห้องเรียนนั้นเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด คุณภาพของอากาศภายในอาคาร สภาพแวดล้อมทางเสียง และอุณหภูมิ ซึ่งหากเด็กๆได้เรียนรู้ในพื้นที่ที่เหมาะสม ก็จะช่วยสนับสนุนให้พวกเขามีความพร้อมที่จะเรียนรู้ตามไปด้วย วันนี้เรามีตัวอย่างโรงเรียนที่ถูกออกแบบให้เข้ากับสภาพอากาศต่างๆกันมาให้ชมกันค่ะ สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ในสภาพอากาศที่ร้อนและแห้ง มีความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนสูงมาก ดังนั้นการเลือกใช้วัสดุที่สามารถดูดซับความร้อนในระหว่างวัน ก่อนที่จะถูกปล่อยออกมาในตอนกลางคืนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และการออกแบบให้อาคารมีแสงสว่างมากที่สุด และลดการแผ่รังสีความร้อนให้น้อยที่สุดจะช่วยปกป้องอาคารจากความร้อนของแสงแดดได้ ไม่ว่าจะด้วยการใช้แผงบังแสงอาทิตย์,ม่านบังตา,ระแนง หรือแม้แต่การเลือกใช้พืชพรรณ Primary School in Gando / Kéré Architecture ใช้วิธีการเพิ่มช่องว่างระหว่างหลังคากับผนังก่ออิฐ เพือช่วยการระบายอากาศและนำแสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวอาคาร Photo : Erik-Jan Ouwerkerk Kali Pavilion / Trene Librando and Nadia Peruggi หลังคาที่ถูกยกระดับและฉากกั้นไม้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศของห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการไหลเวียนของอากาศ ทั้งในฤดูฝนและในฤดูแล้งContinue reading "เพราะอากาศ (ในโรงเรียน) เปลี่ยนแปลงบ่อย"
ไขความลับข้อห้ามเรื่องบ้าน ในความเชื่อโบราณ – ตอนที่ 1
คนไทยและความเชื่อเป็นสิ่งที่ คนไทยและความเชื่อเป็นสิ่งที่คู่กันมายาวนาน โดยเฉพาะการสร้างบ้านซึ่งเป็นสิ่งที่จะอยู่คู่กับครอบครัวไปตลอดชีวิต การจะสร้างบ้านแต่ละหลังจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวคนไทย และความเชื่อแต่ละเรื่องที่ถูกส่งต่อกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบันนั้น หลายความเชื่อก็มักจะสอดแทรกกุศโลบายบางอย่างไว้ด้วย วันนี้ The Building Diary ได้รวบรวมความเชื่อและเบื้องหลังคำเตือนของผู้ใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัย และการสร้างบ้านของคนไทยมาให้อ่านกันค่ะ 1. ห้ามเหยียบธรณีประตู ภาพ : http://www.tnews.co.th เกือบทุกคนน่าจะเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่สั่งห้ามไม่ให้เราเหยียบธรณีประตูเวลาเดิน-เข้าออก ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือวัด เพราะมีความเชื่อที่ว่า "ธรณีประตูมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาอยู่ หากจะเดินผ่านต้องก้าวข้ามให้พ้นทุกครั้ง" ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นกุศโลบายให้รักษาสติ เนื่องจากบางที่ธรณีประตูสูงไม่เท่ากัน จึงมีโอกาสที่จะเดินสะดุดได้ ในส่วนของการใช้งาน ธรณีประตูมีหน้าที่ช่วยค้ำยันวงกบไม่ให้ยุบตัว หากมีคนเหยียบหรือเตะเข้าบ่อยๆก็จะทำให้ประตูโยกหรือพื้นโค้งงอ เสี่ยงต่อการถูกสัตว์เลื้อยคลานเข้ามาในบ้านได้ ในบางสถานที่เช่นวัด หรือวัง ธรณีประตูจะมีการลงรักปิดทอง หรือทาชาดไว้ให้สวยงาม และการเหยียบธรณีประตูนั้นจะทำให้รักทองหรือชาด ที่ทาไว้เสียหายได้ 2. ห้ามนั่งบนบันได อีกหนึ่งความเชื่อที่หลายคนคงเคยโดนผู้ใหญ่เตือนเวลาที่นั่งเล่นบนบันได ผ่านการบอกต่อกันมาว่า "หากนั่งบนบันไดจะทำให้คนในบ้านเจอเรื่องร้ายหรือมีความทุกข์" เบื้องหลังกลอุบายนี้ก็มีไว้เพื่อเตือนไม่ให้เด็กๆ นั่งเล่นบนบันได เพราะกีดขวางทางเดินของคนอื่น และอาจทำให้คนที่เดินสวนไป-มาสะดุดหกล้มตกบันไดได้ เนื่องจากบันไดบ้านสมัยโบราณอยู่นอกบ้าน และมีราวจับเพียงด้านเดียวหรือบางบ้านก็ไม่มีราวจับเลยนั่นเอง 3. ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก ความเชื่อที่ว่า "ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกเพราะเป็นทิศของคนตาย" นั้นอยู่คู่กับคนไทยมายาวนานมากจนถึงปัจจุบัน การจะจัดห้องนอนกันแต่ละทีก็มักจะคำนึงถึงเรื่องนี้ เพราะคงไม่มีใครอยากจะเสี่ยงกับความเชื่อว่าจะทำให้เจ็บป่วยง่ายContinue reading "ไขความลับข้อห้ามเรื่องบ้าน ในความเชื่อโบราณ – ตอนที่ 1"
การรื้อถอนอาคารอย่างปลอดภัย
จากข่าวเหตุอาคารตึกสูงถล่มลงมาขณะทำการรื้อถอน ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่เพียงส่งผลกระทบแรงงานเท่านั้น ในบางครั้งการถล่มลงมาของอาคารก็ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่และผู้คนรอบข้างได้อีกด้วยหากไม่มีการป้องกันที่ปลอดภัยมากพอ วิธีการรื้อถอนอาคารที่ปลอดภัย สำหรับผู้ประกอบอาชีพการรื้อถอนอาคาร โดยทั่วไปได้แบ่งการรื้อถอนออกเป็น 2 ประเภทคือ ประเภทที่ใช้แรงงานคน และ ประเภทที่ใช้แรงงานเครื่องจักร ทั้งสองประเภทวิธีการรื้อถอนที่ปลอดภัยนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ต่างกันมาก ที่จะต่างกันก็คือ ขนาดของอาคารหรือขนาดของโครงสร้าง สำหรับการวางแผนรักษาความปลอดภัยก่อนรื้อถอนอาคาร สามารถแบ่งออกเป็นสองหัวข้อได้แก่ ความปลอดภัยต่อสาธารณะชน และ ความปลอดภัยต่อบุคลากร คนงานในพื้นที่เขตรื้อถอน รูปภาพจาก : 362 DEGREE รูปภาพจาก : dr-viruch ลำดับขั้นตอนการรื้อถอนอาคารที่ปลอดภัยในการป้องกันผลกระทบขณะการทำงานรื้อถอนควรดำเนินการดังนี้ 1. สร้างรั้วเป็นเขตการรื้อถอนโดยรอบ และจัดทำทางเข้าออกของเครื่องจักรและรถบรรทุก 2. ติดป้ายโครงการและป้ายเตือนโดยรอบพื้นที่ เพื่อแสดงบุคคลภายนอกทราบถึงเขตแนวการรื้อถอนให้ชัดเจน เพื่อให้ระมัดระวังเมื่อมีการสัญจรบริเวณใกล้แนวเขตรื้อถอน 3. จัดให้มีการคลุมอาคารในกรณีที่พื้นที่จำกัดและเพื่อป้องกันไม่ให้เศษวัสดุจากการรื้อถอนฟุ้งกระจายหรือตกกระเด็นออกไปกระทบพื้นที่ข้างเคียง 4. จัดการลำดับงานรื้อถอนอย่างละเอียด และกำหนดผู้ปฏิบัติงานและผู้ควบคุมงานแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน รูปภาพจาก : http://www.home.co.th เริ่มจากรื้อวัสดุแขวนลอยภายนอกและภายในอาคาร รื้อครีบภายนอกทั้งหมด รื้อพื้นกันสาดภายนอกให้เหลือคานและเหล็กพื้นไว้ รื้อหน้าต่าง ประตู ผนังกันห้องและฝ้าเพดานที่ทำจากไม้ รื้อเฟอร์นิเจอร์ สุขภัณฑ์ที่นำกับมาใช้ได้ รื้อพื้นทั้งหมดจากพื้นชั้นลอยขึ้นไปจนถึงชั้นดาดฟ้า ( เก็บเหล็กไว้Continue reading "การรื้อถอนอาคารอย่างปลอดภัย"
CocoPallet : จากเปลือกมะพร้าวสู่วัสดุทดแทนไม้
"มะพร้าว" เป็นพืชสามารถใช้ประโยชน์ได้จากทุกส่วนของต้น จนมะพร้าวได้ชื่อว่าเป็นต้นไม้สารพัดประโยชน์ และเป็น พฤกษาชีวิน หรือ Tree of life ทุกส่วนของมะพร้าวล้วนมีประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น ตั้งแต่ยอดจนถึงราก ไม่เว้นแม้แต่ "เปลือก" กลุ่มบริษัท CocoPallet ของประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจกับการรีไซเคิลของเสียจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งได้แนวคิดการนำ "เปลือกมะพร้าว" มาประยุกต์เป็นวัสดุทดแทนไม้ โดยเริ่มมาจาก การที่มีชายชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งชื่อว่า Van Dam เข้ามาทำงานในบริษัท และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุจากเส้นใยพืช นำเสนอไอเดียให้นำเส้นใยจากเปลือกมะพร้าวมาใช้ทดแทนไม้ โดยเริ่มจากการพัฒนาเป็นแผ่นไม้พาเลท ที่มีความแข็ง และรับน้ำหนักได้ดีเหมือนกับไม้จริงๆ Van Dam มองเห็นศักยภาพจากเปลือกมะพร้าวที่ถูกทิ้งเป็นขยะจำนวนมาก โดยเฉพาะในเอเชียที่มีต้นมะพร้าว และมีขยะที่เกิดจากมะพร้าวจำนวนมหาศาลถูกกองทิ้งไว้ตามริมถนนและก็จะถูกทำลายไปอย่างไร้ประโยชน์ Van Dam ได้เริ่มศึกษาคุณสมบัติของส่วนต่างๆของมะพร้าว และมีการทดลองทำไม้พาเลทจากกะลามะพร้าวในฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ โชคดีที่หลายปีต่อมาแนวคิดดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งโดย Michiel Vos "ทำไมคุณไม่ใช้เปลือกมะพร้าวละ ?" Vos ตั้งคำถามกับ Van และยังอธิบายถึงคุณสมบัติของเปลือกมะพร้าวเรื่องความเหนียวของเส้นใย และการยึดติดกันอย่างเหนียวแน่นอีกด้วย ในเอเชียเอง มีการใช้ไม้เนื้ออ่อนมาแปรรูปเป็นไม้พาเลทเพื่อรองรับสินค้ามากกว่าพันล้านแผ่นต่อปี แต่ไม่เนื้ออ่อนอาจจะไม่ได้มีมากในเขตร้อนและต้องนำเข้ามาจากที่อื่น คงจะดีกว่าถ้าหากชาวเอเชียจะได้กลับมาใช้วัสดุในท้องถิ่น คุณสมบัติพิเศษของ CocoPalletsContinue reading "CocoPallet : จากเปลือกมะพร้าวสู่วัสดุทดแทนไม้"
ซ่อมบ้านตามฤดูกาล : ฤดูร้อน
ช่วงนี้อากาศเมืองไทยร้อนมาก และคงยังทวีความร้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะอารมณ์เสียกับอากาศร้อน เรามาหาโอกาสปรับปรุงบ้านจากช่วงเวลานี้กันดีกว่าค่ะ เพราะในช่วงหน้าร้อน เรามีโอกาสที่จะตรวจสอบความเสียหาย ความเรียบร้อยแต่ละจุดของบ้านและเริ่มซ่อมแซมกันได้เลย เพื่อเตรียมรับมือกับอากาศร้อนๆ และ เตรียมพร้อมสำหรับฤดูต่อๆไปได้ค่ะ จุดที่ 1 : เครื่องปรับอากาศ ในช่วงหน้าร้อนส่วนใหญ่แต่ละบ้านก็จะต้องเปิดแอร์คลายร้อนกัน จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะหันมาใส่ใจตรวจเช็คการทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอีกครั้ง หากเลย 6 เดือนมาแล้วที่ยังไม่ได้ล้างแอร์ ก็เตรียมโทรตามช่างได้เลยค่ะ แอร์ที่สะอาดจะให้อากาศเย็นสบายแถมประหยัดค่าไฟมากกว่าแอร์ที่ไม่เคยล้างอีกด้วย จุดที่ 2 : กันสาด สำรวจบริเวณบ้านว่ามีพื้นที่ตรงส่วนไหนที่แสงแดดส่องถึงเข้าไปในตัวบ้านได้ ถ้ายังไม่มีกันสาดก็ควรเพิ่มเพราะนอกจากกันสาดจะช่วยกันแดดแล้วยังช่วยกันฝนอีกด้วย และอาจเพิ่มผ้าม่าน ฟิล์มกรองแสง หรือปลูกต้นไม้ในบริเวณนั้นเพื่อช่วยลดแสงแดดที่จะเข้าสู่บ้านโดยตรงได้ จุดที่ 3 : รอยร้าว บริเวณผนัง และพื้น หากเราพบรอยแตกร้าวให้รีบซ่อมในช่วงหน้าร้อนนี้ เนื่องจากหาปล่อยไปจนถึงหน้าฝน อาจทำให้น้ำรั่วเข้ามาในบ้านได้ จุดที่ 4 : ทาสีบ้านใหม่ การทาสีบ้านใหม่ในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะบ้านที่ผ่านร้อน หนาว ฝนมานานสีก็เริ่มจะซีดจาง แล้วแดด กับ ลมในช่วงหน้าร้อนจะทำให้สีแห้งไวกว่าการทาสีบ้านในช่วงฤดูอื่น จุดที่ 5 : รางน้ำฝน ช่วงหน้าร้อนใบไม้มักจะชอบหล่นร่วงลงไปตามรางน้ำฝนContinue reading "ซ่อมบ้านตามฤดูกาล : ฤดูร้อน"
แนวทางปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงวัย
ภาพจาก : สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ในปี 2561 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุสูงถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด โดยจะมีประชากรผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) มากถึง 11,770,000 คน และประชากรผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) จำนวน 7,919,000 คน (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2561) การที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นทำให้มีปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพกาย ซึ่งเกิดจากความเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกาย และโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งปัญหาด้านสุขภาพกายที่พบบ่อยในผู้สูงอายุก็คือ “การหกล้ม” โดยอุบัติเหตุจากการหกล้มในผู้สูงอายุนับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 รองจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนเลยทีเดียว พื้นที่เสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุได้นั้น เกิดบริเวณนอกบ้าน 65% และภายในบ้าน 31% (ข้อมูลสถิติจากกรมควบคุมโรคสำนักโรคไม่ติดต่อ) และในแต่ละปีจะมีผู้สูงอายุที่เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวทางการออกแบบปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้านเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย จึงมีความจำเป็นอย่างมากและควรเป็นปัจจัยแรกที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีผู้สูงอายุอยู่แล้ว หรือการเตรียมพร้อมในอนาคต ทางเข้าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นควรมีทางลาดให้ขึ้น-ลงได้สะดวก อัตราส่วนของทางลาดอย่างน้อยไม่เกิน 1:12 คือ ถ้าพื้นสูง 1 เมตรContinue reading "แนวทางปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงวัย"
เก่า แต่ เก๋า : 6 วัสดุที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย
วัสดุแต่ละชนิดในงานออกแบบก่อสร้าง มีอายุการใช้การที่แตกต่างกันไปซึ่งอาจขึ้นอยู่กับการใช้งาน และสภาพภูมิอากาศที่เป็นกระบวนการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ก็ยังสร้างความสวยงามให้กับวัสดุได้ ซึ่งเราขอยกตัวอย่างวัสดุ 6 ชนิดที่ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวของมันเอง ทั้งยังเพิ่มมูลค่าในตัวเองให้สูงขึ้นอีกด้วย รูปภาพจาก : archdaily คงปฏิเสธไม่ได้ว่า "หิน" เป็นวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน และสวยงาม จึงได้รับความนิยมในการนำมาตกแต่งหรือสร้างเป็นอาคารบ้านเรือนมาตั้งแต่สมัยโบราณ สถาปัตยกรรมจากหินจึงเป็นเหมือนตัวกลางในการเล่าเรื่องราวจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ ไม้สัก รูปภาพจาก : floridateak คุณสมบัติ ไม้สัก แต่ละประเภท 1. ไม้สักป่าปลูก เป็นไม้สักที่ปลูกในพื้นที่เอกชน จัดเป็นไม้สักที่มีราคาต่ำที่สุด ถ้าเทียบกันจากปริมาณของไม้สักทั้ง 3 ประเภท เนื่องจากสภาพของไม้ จะมีเนื้อของแกนไม้น้อยส่วนมากมักจะนำมา ทำเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดเล็กและราคาไม่สูงมากนัก 2. ไม้สักสวนป่า มาจากป่าธรรมชาติขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ซึ่งจะมีคุณภาพของเนื้อไม้รองลงมาจากไม้เรือนเก่า โดยไม้ชนิดนี้มักจะถูกนำมาทำเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไป เนื่องจากเป็นไม้ที่หาได้ง่าย และมีราคาไม่แพงมาก ลักษณะของเนื้อไม้จะออกสีค่อนข้างน้ำตาลแดงตรงส่วนของแกนไม้ มักจะถูกนำมาทำเฟอร์นิเจอร์โดยทั่วไป เนื่องจากเป็นไม้ที่หาได้ง่ายและมีราคาไม่แพงมาก 3. ไม้สักเก่า ที่ทำการรื้อถอนจากบ้านเก่าจากนั้นจึงนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ลักษณะของไม้ประเภทนี้จะมีสีออกน้ำตาลคล้ำ ซึ่งถือว่าเป็นไม้สักที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะมีความชื้นทางธรรมชาติต่ำ และเมื่อนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์จะมีราคาแพงที่สุดในบรรดาไม้สักประเภทอื่นๆ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการหดตัวและรอยแตกของไม้ เหล็กสนิม (CORTEN STEEL) รูปภาพจากContinue reading "เก่า แต่ เก๋า : 6 วัสดุที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย"
ช่างเก่าเล่าเรื่อง : ปูนซีเมนต์ในการก่อสร้างยุคโบราณ
ย้อนไปในยุคโบราณที่ยังไม่มีนวัตกรรมของคอนกรีตและซีเมนต์แบบปัจจุบัน ช่างสมัยนั้นเขาใช้วัสดุอะไรในการก่อสร้างจนทำให้สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นมีอายุยาวนานนับพันปีจนถึงทุกวันนี้ได้ ? วันนี้เราเลยจะพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปดูนวัตกรรมของซีเมนต์ในงานก่อสร้างยุคโบราณกันค่ะ โดยในแต่ละหัวข้อที่เราจะยกตัวอย่างให้ทุกคนดู การใช้งานวัสดุจะมีความแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและยุคสมัยนั้นๆ เริ่มต้นกันที่..... การสร้างพีระมิด : ยุคอียิปต์โบราณ ปูนซีเมนต์ในยุคอียิปต์โบราณ ได้มาจากการเผาดินและยิปซัม หลังจากนั้นก็จะนำซีเมนต์ที่ได้มาผสมกับทรายและน้ำ เพื่อใช้เป็นวัสดุประสานระหว่างหินในการก่อสร้างพีระมิดเมื่อประมาณ 3,000 ปี ก่อนคริสตศักราช ซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาส่วนประกอบ และสารที่เกิดขึ้นในวัสดุประสานของพีระมิด ทำให้ผู้เชี่ยวชาญวัสดุศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ได้คิดเริ่มต้นออกแบบคอนกรีตจีโอโพลีเมอร์ที่ทำจากหินปูนบด, คาโอลินั่ม, ซิลิกาและเกลือนาตรอน (Natron) ซึ่งเป็นสารที่พบในซากของทะเลสาบน้ำเค็มที่ระเหยไป ทั้งนี้ชาวอียิปต์ก็ยังใช้เกลือนาตรอนสำหรับรักษาสภาพของมัมมี่อีกด้วย และจากการทดลองเกลือนาตรอนเองก็มีคุณสมบัติที่สามารถเป็นตัวกระตุ้นในการสร้างปฏิกิริยากับจีโอโพลีเมอร์ได้อย่างดี เสาวิหาร : ยุคกรีก-โรมัน จุดเริ่มต้นของการศึกษาวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างยุคโรมัน เกิดจากการตั้งคำถามที่ว่า "ทำไมเสาคอนกรีตของโรมันยุคโบราณ ถึงมีความแข็งแรงมานานกว่า 2,000 ปี แม้ว่าจะโดนน้ำทะเลกัดเซาะทุกวัน ?" ทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้ค้นพบว่า เสาโรมันยุคโบราณถูกสร้างขึ้นมาจากเถ้าภูเขาไฟหินปูน และน้ำทะเลจนเกิดเป็นปูนขาว ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ เนื้อปูนสามารถแข็งตัวได้แม้อยู่ใต้น้ำ หรือที่เรียกกันว่า “hydraulic cement” (ส่วนปูนที่ไม่สามารถแข็งตัวในภาวะที่เปียกน้ำได้จะเรียกว่า “non-hydraulic cement”) สามารถที่จะดูดซับเกลือแร่จากน้ำเค็มของทะเลได้ดี และส่งผลให้เสาคอนกรีตโบราณมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น หลังจากได้ปูนขาวซึ่งเป็นส่วนผสมจากเถ้าภูเขาไฟและหินปูนแล้ว จะนำหินภูเขาไฟมาผสมก่อนนำไปสร้างเป็นเสาของวิหารต่อไป เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยซีเมนต์ที่แข็งตัวได้แม้เปียกน้ำกลับค่อยๆContinue reading "ช่างเก่าเล่าเรื่อง : ปูนซีเมนต์ในการก่อสร้างยุคโบราณ"
เลือกแล้วไปไหน ‘ป้ายหาเสียงรีไซเคิล นโยบายที่ทุกพรรคควรมี’
ออกนอกบ้านช่วงนี้ก็เจอแต่ป้ายหาเสียงหนาแน่นเรียงรายไปทุกเส้นทาง จนอดคิดไม่ได้ว่า เส้นทางของป้ายหาเสียงทั้งหลายนี้จะเป็นอย่างไรหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลงตัววัสดุที่ใช้ทำป้ายหาเสียงในบ้านเราส่วนใหญ่คือ "ไวนิล" คือพลาสติกสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีความแข็งแรง ทนต่อสภาวะแวดล้อม แต่ปัญหาของไวนิลคือ ต้องใช้เวลาย่อยสลายนานหลัก 100 ปี! การทำลายไวนิลแต่ละครั้งจึงต้องทำการเผา แต่ก็จะยิ่งก่อให้เกิดมลพิษที่เป็นอันตรายตามมาได้อีก รูปภาพจาก : tonkit360.com การแก้ปัญหาโดยการนำกลับมาใช้ใหม่ จึงมักนิยมนำป้ายไวนิลเก่า มาใช้บังแดด บังลม ปูพื้น หรือการนำไปเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบเป็นกระเป๋า หรือของใช้อื่นๆ แต่จะดีกว่ามั้ย ? ถ้าเราเริ่มจากการใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้มาทดแทน ภาพกระเป๋าที่ทำจากป้ายไวนิลเก่า : komchadluek.net ตัวอย่างจากประเทศแคนาดา เมือง Edmonton ได้ออกกฎว่าป้ายหาเสียงพรรคการเมืองต้องใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น กรอบของป้ายทำจากโลหะที่รีไซเคิลได้ พลาสติกลูกฟูก กระดาษแข็ง หรือไม้ ที่หลังจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลงแล้ว หน่วยงานแต่ละท้องถิ่นจะสามารถนำป้ายเหล่านี้ไปแยกชิ้นส่วนเพื่อรีไซเคิลได้ ซึ่งนโยบายนี้ได้เริ่มเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆทั่วแคนาดาและสหรัฐแล้ว ป้ายหาเสียงถูกทิ้งในเมือง Langley บริติชโคลัมเบีย แคนาดา ภาพ : Black Press เลือกตั้งในบ้านเราครั้งต่อไปก็น่าจะนำนโยบายนี้มาลองใช้กันดูบ้างนะคะ ถือเป็นนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เลยนะ ข้อมูลอ้างอิง : สำรวจวัฒนธรรมป้ายหาเสียงในต่างแดน